จัดทำบทความโดย น.ส.สุมาภรณ์ ว่องถาวรกิจ เลขทะเบียน 4902100002
เรื่อง ‘คลัง’ล้วงลูก มอบดาบสคร. คุ้ยรัฐวิสาหกิจ
กระทรวงการคลังเสนอเพิ่มอำนาจสคร. คุมรัฐวิสาหกิจ ลดการลงทุนซ้ำซ้อน รายงานตรงครม
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ประชุมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อหาวิธีแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหา เนื่องจากปัจจุบันพบว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งไม่มีกลไกบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยที่ประชุมได้หารือถึงการแก้ไขเพิ่มอำนาจให้แก่คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) หรืออาจจะเพิ่มบทบาทให้สคร.โดยตรง เพื่อให้สามารถเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาได้โดยตรง
นายกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจดำเนินนโยบายไปกันคนละทาง ตัวอย่างเช่นกรณีที่สคร.เสนอแนวทางเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรเคเบิลใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออปติก) ร่วมกันระหว่างรัฐวิสาหกิจสาขาโทรคมนาคม คือ บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม กับรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มีการลงทุนซ้ำซ้อนกัน แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขกฎหมายจะมีความยุ่งยาก ดังนั้นอาจจะให้ที่ ประชุมคณะรัฐมตรี (ครม.) มีมติให้ยกระดับกนร. หรืออาจจะให้สคร.ทำหน้าที่ประสานงานให้ครอบคลุมและมอบอำนาจให้เสนอแผนงานของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งได้โดยตรง
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=88065
คำถาม
1. สคร.ย่อมาจากอ่ะไร
2. กฟผ.ย่อมาจากอ่ะไร
3. กฟน.ย่อมาจากอ่ะไร
Tuesday, February 2, 2010
‘แบงก์แลนด์’สู้ไม่มีถอย
จัดทำบทความโดย น.ส.เยาวลักษณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4902100243
เรื่อง ‘แบงก์แลนด์’สู้ไม่มีถอย
กลุ่มแลนด์ฯ ลั่น ไม่มีวันขายธนาคาร คุยกองทุนร่วมซื้อหุ้น
นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกองทุนต่างประเทศ 2-3 รายสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งธนาคารกำลังพิจารณารายละเอียดว่าเป็นกองทุนประเภทใด แต่สิ่งสำคัญต้องมีประวัติที่ดี
สำหรับสาเหตุที่ธนาคารสนใจพันธมิตรที่เป็นกองทุนมากกว่าสถาบันการเงิน เพราะการลงทุนกองทุนจะอยู่ไม่นาน 5-6 ปี หากมีกำไรก็ขายเปลี่ยนมือให้พันธมิตรรายอื่นได้ เป็นสิ่งที่ธนาคารยอมรับได้ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสถาบันการเงินเพื่อเป็นพันธมิตรจะมีความยุ่งยากต่อผู้ถือหุ้นเดิม และขณะนี้สถาบันการเงินต่างชาติหลายแห่งก็เอาตัวเองไม่รอด
นายรัตน์ กล่าวยืนยันว่า กลุ่มแลนด์ฯ ไม่เคยคิดจะขายธนาคารแห่งนี้ และจะสู้ไม่ถอย เพราะต่อไปการจะเกิดธนาคารใหม่ขึ้นในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้มีเงินและอยากทำธุรกิจก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ เพราะแผนแม่บทเพื่อพัฒนาสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเข้มงวดในธุรกิจนี้มากขึ้น
“เราอยากเป็นผู้ถือหุ้นระยะยาว พวกเราทำธนาคารด้วยความอดทนอดกลั้น และทำมาแล้ว 4 ปี เติบโตได้โดยไม่มีข้อกล่าวหา มาถึงวันนี้เราจะไม่ถอย และจะดูแลต่อไป เพราะต่อจากนี้หากคุณมีเงินแล้วอยากลุกขึ้นมาทำธนาคาร ไม่ใช่ว่าจะทำได้” นายรัตน์ กล่าว
นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกนี้ธนาคารจะเพิ่มเงินกองทุน 1 ต่อ 1 ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม จากปัจจุบันมีทุนชำระแล้ว 2,650 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทุนเพิ่มขึ้นเป็น 5,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือตั้งใจจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก 600-700 ล้านหุ้น ในราคามากกว่า 1 บาท เพื่อให้ได้ทุนเป็น 7,253 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือเพื่อให้ทุนถึง 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมาจากกองทุนที่เข้ามาในรูปแบบพันธมิตร ก่อนขอยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ซึ่งแผนแม่บทกำหนดให้ยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ได้หากมีทุน 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อรองรับลูกค้าเงินฝาก ก่อนพ.ร.บ.สถาบัน คุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 52% มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.56 หมื่นล้านบาท เงินฝากและเงินกู้ยืม 4.2 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20%
ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=88064
คำถาม
1. ใครคือประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย
2. ใครคือกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย
3. บลจ.ย่อมาจากอะไร
เรื่อง ‘แบงก์แลนด์’สู้ไม่มีถอย
กลุ่มแลนด์ฯ ลั่น ไม่มีวันขายธนาคาร คุยกองทุนร่วมซื้อหุ้น
นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกองทุนต่างประเทศ 2-3 รายสนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร ซึ่งธนาคารกำลังพิจารณารายละเอียดว่าเป็นกองทุนประเภทใด แต่สิ่งสำคัญต้องมีประวัติที่ดี
สำหรับสาเหตุที่ธนาคารสนใจพันธมิตรที่เป็นกองทุนมากกว่าสถาบันการเงิน เพราะการลงทุนกองทุนจะอยู่ไม่นาน 5-6 ปี หากมีกำไรก็ขายเปลี่ยนมือให้พันธมิตรรายอื่นได้ เป็นสิ่งที่ธนาคารยอมรับได้ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสถาบันการเงินเพื่อเป็นพันธมิตรจะมีความยุ่งยากต่อผู้ถือหุ้นเดิม และขณะนี้สถาบันการเงินต่างชาติหลายแห่งก็เอาตัวเองไม่รอด
นายรัตน์ กล่าวยืนยันว่า กลุ่มแลนด์ฯ ไม่เคยคิดจะขายธนาคารแห่งนี้ และจะสู้ไม่ถอย เพราะต่อไปการจะเกิดธนาคารใหม่ขึ้นในประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้มีเงินและอยากทำธุรกิจก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ เพราะแผนแม่บทเพื่อพัฒนาสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเข้มงวดในธุรกิจนี้มากขึ้น
“เราอยากเป็นผู้ถือหุ้นระยะยาว พวกเราทำธนาคารด้วยความอดทนอดกลั้น และทำมาแล้ว 4 ปี เติบโตได้โดยไม่มีข้อกล่าวหา มาถึงวันนี้เราจะไม่ถอย และจะดูแลต่อไป เพราะต่อจากนี้หากคุณมีเงินแล้วอยากลุกขึ้นมาทำธนาคาร ไม่ใช่ว่าจะทำได้” นายรัตน์ กล่าว
นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย กล่าวว่า ในครึ่งปีแรกนี้ธนาคารจะเพิ่มเงินกองทุน 1 ต่อ 1 ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม จากปัจจุบันมีทุนชำระแล้ว 2,650 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทุนเพิ่มขึ้นเป็น 5,300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือตั้งใจจะเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก 600-700 ล้านหุ้น ในราคามากกว่า 1 บาท เพื่อให้ได้ทุนเป็น 7,253 ล้านบาท ส่วนต่างที่เหลือเพื่อให้ทุนถึง 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมาจากกองทุนที่เข้ามาในรูปแบบพันธมิตร ก่อนขอยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ซึ่งแผนแม่บทกำหนดให้ยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ได้หากมีทุน 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เพื่อรองรับลูกค้าเงินฝาก ก่อนพ.ร.บ.สถาบัน คุ้มครองเงินฝากจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิ 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 52% มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.56 หมื่นล้านบาท เงินฝากและเงินกู้ยืม 4.2 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20%
ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=88064
คำถาม
1. ใครคือประธานกรรมการบริหาร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย
2. ใครคือกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย
3. บลจ.ย่อมาจากอะไร
Wednesday, January 20, 2010
ธปท.ยังอุบไต๋ เคดีบีขอซื้อหุ้น นครหลวงไทย
จัดทำบทความโดย น.ส.ขวัญดาว แตงอ่อน เลขทะเบียน 4902100227
เรื่อง ธปท.ยังอุบไต๋ เคดีบีขอซื้อหุ้น นครหลวงไทย
กองทุนฟื้นฟูฯ แจงได้ข้อสรุปนักลงทุนทุกรายเสนอซื้อนครหลวงไทยสิ้นเดือนม.ค.นี้
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) เปิดเผยว่า มีผู้สนใจประเมินสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารนครหลวงไทยหลายราย หลังจาก รับข้อเสนอทั้งหมดแล้วจะนำ ข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้
สำหรับกรณีธนาคารโคเรีย ดีเวล็อปเมนต์ แบงก์ (เคดีบี) ของเกาหลี สนใจเข้าซื้อหุ้นในธนาคารนครหลวงไทยนั้น นางทองอุไร กล่าวว่า รอให้กองทุนฟื้นฟูฯ เปิดเผยรายละเอียดอีกครั้ง เมื่อกระบวนการขายแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะทันตามกำหนดในไตรมาสแรกของปีนี้แน่นอน
“นักลงทุนที่ผ่านเข้ารอบเข้าไปดูทรัพย์สินและหนี้สินของธนาคารนครหลวงไทยเพื่อนำไปประเมินขณะนี้มีอยู่หลายราย ซึ่งผู้ที่สนใจซื้อจะต้องส่งข้อมูลทั้งหมดภายในเวลา 17.00 น. ของสิ้นเดือนม.ค.นี้เท่านั้น เนื่องจากจะเป็นรอบสุดท้ายแล้ว” นางทองอุไร กล่าว
ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นนครหลวงไทย (SCIB) ในสัดส่วน 47%
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=86128
คำถาม
1.ธปท.ย่อมาจากอะไร
2.เคดีบี คือธนาคารใด
3.ธนาคารโคเรีย ดีเวล็อปเมนต์ แบงก์ เป็นของประเทศใด
เรื่อง ธปท.ยังอุบไต๋ เคดีบีขอซื้อหุ้น นครหลวงไทย
กองทุนฟื้นฟูฯ แจงได้ข้อสรุปนักลงทุนทุกรายเสนอซื้อนครหลวงไทยสิ้นเดือนม.ค.นี้
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) เปิดเผยว่า มีผู้สนใจประเมินสินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารนครหลวงไทยหลายราย หลังจาก รับข้อเสนอทั้งหมดแล้วจะนำ ข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้
สำหรับกรณีธนาคารโคเรีย ดีเวล็อปเมนต์ แบงก์ (เคดีบี) ของเกาหลี สนใจเข้าซื้อหุ้นในธนาคารนครหลวงไทยนั้น นางทองอุไร กล่าวว่า รอให้กองทุนฟื้นฟูฯ เปิดเผยรายละเอียดอีกครั้ง เมื่อกระบวนการขายแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะทันตามกำหนดในไตรมาสแรกของปีนี้แน่นอน
“นักลงทุนที่ผ่านเข้ารอบเข้าไปดูทรัพย์สินและหนี้สินของธนาคารนครหลวงไทยเพื่อนำไปประเมินขณะนี้มีอยู่หลายราย ซึ่งผู้ที่สนใจซื้อจะต้องส่งข้อมูลทั้งหมดภายในเวลา 17.00 น. ของสิ้นเดือนม.ค.นี้เท่านั้น เนื่องจากจะเป็นรอบสุดท้ายแล้ว” นางทองอุไร กล่าว
ปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูฯ ถือหุ้นนครหลวงไทย (SCIB) ในสัดส่วน 47%
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=86128
คำถาม
1.ธปท.ย่อมาจากอะไร
2.เคดีบี คือธนาคารใด
3.ธนาคารโคเรีย ดีเวล็อปเมนต์ แบงก์ เป็นของประเทศใด
Tuesday, January 19, 2010
ธปท.ห้ามตีตราลงบนเช็ค
จัดทำบทความโดย น.ส.สุมาภรณ์ ว่องถาวรกิจ เลขทะเบียน 4902100002
เรื่อง ธปท.ห้ามตีตราลงบนเช็ค
ธปท.ออกกฎห้ามประทับตราสำคัญลงบนเช็คสหกรณ์กว่าหมื่นแห่ง นิติบุคคลป่วนหนัก บุกขอผ่อนผันหวั่นธุรกิจชะงัก
นายเฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนให้ยกเลิกการประทับตราสำคัญลงบนเช็ค โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ หากมีการประทับตราบนเช็คจะคัดออกทันที ทำให้สหกรณ์กว่า 1 หมื่นแห่งได้รับผลกระทบ เนื่องจากตามกฎข้อระเบียบของสหกรณ์ ทั่วประเทศกำหนดให้ลงนามผู้มีอำนาจพร้อมตราประทับเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ประทับตรานั้น สหกรณ์จะต้องมีการเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดเพื่อขอลงมติที่ประชุมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสหกรณ์ ซึ่งตามระเบียบจะต้องใช้เวลา 150 วัน ในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่สามารถเรียกประชุมก็ไม่สามารถใช้เช็คได้ ซึ่งจะกระทบทั้งระบบจนประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
ขณะที่บริษัทนิติบุคคลเอกชนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
นายเฉลิมพล กล่าวว่า จะเข้าพบผู้บริหารธปท.เพื่อชี้แจงความเดือดร้อนและจะขอยกเว้น
“ผมเข้าใจว่าสาเหตุที่ธปท. ออกข้อกำหนดดังกล่าว เนื่องจากเปลี่ยนระบบเคลียริงเช็คเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากประทับตราสำคัญลงบนเช็คอาจจะมองไม่เห็นลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนที่เกี่ยวข้องด้วย” นายเฉลิมพล กล่าว
แหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า เรื่องนี้นิติบุคคลทั่วไปต่างก็มีปัญหา เพราะตามระเบียบบริษัทและกฎหมายแพ่งพาณิชย์มีการกำหนดลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราเป็นสำคัญด้วยทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติมาก
สำหรับปริมาณเช็คในปัจจุบันนั้น มีจำนวนเช็คเรียกเก็บต่อวันเฉลี่ย 1.9-2.2 แสนฉบับ มูลค่า เฉลี่ยวันละ 127-216 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กทม. มูลค่าเฉลี่ยการใช้เช็คไตรมาสละ 7,500-7,800 ล้านบาท
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=85769
คำถาม
1. ธปท.ออกกฎห้ามทำอะไรลงบนเช็คสหกรณ์
2. ใครคือประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย
3. เช็คเรียกเก็บต่อวันเฉลี่ยกี่ฉบับ
เรื่อง ธปท.ห้ามตีตราลงบนเช็ค
ธปท.ออกกฎห้ามประทับตราสำคัญลงบนเช็คสหกรณ์กว่าหมื่นแห่ง นิติบุคคลป่วนหนัก บุกขอผ่อนผันหวั่นธุรกิจชะงัก
นายเฉลิมพล ดุลสัมพันธ์ ประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหนังสือเวียนให้ยกเลิกการประทับตราสำคัญลงบนเช็ค โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ก.พ.นี้ หากมีการประทับตราบนเช็คจะคัดออกทันที ทำให้สหกรณ์กว่า 1 หมื่นแห่งได้รับผลกระทบ เนื่องจากตามกฎข้อระเบียบของสหกรณ์ ทั่วประเทศกำหนดให้ลงนามผู้มีอำนาจพร้อมตราประทับเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ให้ประทับตรานั้น สหกรณ์จะต้องมีการเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดเพื่อขอลงมติที่ประชุมเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสหกรณ์ ซึ่งตามระเบียบจะต้องใช้เวลา 150 วัน ในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่สามารถเรียกประชุมก็ไม่สามารถใช้เช็คได้ ซึ่งจะกระทบทั้งระบบจนประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้
ขณะที่บริษัทนิติบุคคลเอกชนอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
นายเฉลิมพล กล่าวว่า จะเข้าพบผู้บริหารธปท.เพื่อชี้แจงความเดือดร้อนและจะขอยกเว้น
“ผมเข้าใจว่าสาเหตุที่ธปท. ออกข้อกำหนดดังกล่าว เนื่องจากเปลี่ยนระบบเคลียริงเช็คเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากประทับตราสำคัญลงบนเช็คอาจจะมองไม่เห็นลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามได้ แต่ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนที่เกี่ยวข้องด้วย” นายเฉลิมพล กล่าว
แหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า เรื่องนี้นิติบุคคลทั่วไปต่างก็มีปัญหา เพราะตามระเบียบบริษัทและกฎหมายแพ่งพาณิชย์มีการกำหนดลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราเป็นสำคัญด้วยทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติมาก
สำหรับปริมาณเช็คในปัจจุบันนั้น มีจำนวนเช็คเรียกเก็บต่อวันเฉลี่ย 1.9-2.2 แสนฉบับ มูลค่า เฉลี่ยวันละ 127-216 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กทม. มูลค่าเฉลี่ยการใช้เช็คไตรมาสละ 7,500-7,800 ล้านบาท
ที่มา http://www.posttoday.com/finance.php?id=85769
คำถาม
1. ธปท.ออกกฎห้ามทำอะไรลงบนเช็คสหกรณ์
2. ใครคือประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย
3. เช็คเรียกเก็บต่อวันเฉลี่ยกี่ฉบับ
Friday, January 8, 2010
เพื่อชาติ
จัดทำบทความโดย น.ส.เยาวลักษณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4902100243
เรื่อง เพื่อชาติ
ว้าว ถือเป็น “รัฐมนตรี”ตัวใหญ่ใจกล้า ที่ฟ้าใสต้องขอปรบมือให้ ในขณะที่ใครๆ ไม่กล้าแตะสื่อมวลชนสาธารณะที่ชื่อโก้หรูว่า
สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือ “ไทยพีบีเอส” และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ “สสส.” ที่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห
แต่ “หมอ 19 บาท” นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ผู้ซึ่งกำลังโดนมรสุมในเรื่องการถือหุ้นอยู่ กล้าทำ...
หมอ 19 บาท ปักธงว่าจะดึงเงิน “สสส.-ทีวีไทย” ที่รับไปปีละจำนวนมากมาแบ่งให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาส
นพ.พฤฒิชัย หรือหมอ 19 บาท ไม่ได้คิดในใจเหมือนใครๆ แต่สั่งเล้ย มอบหมายให้ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้มีจิตสาธารณะ ศึกษาออกระเบียบนำเงินมาช่วยคนพิการโดยตรง
ฟ้าใสเห็นข้อเสนอแล้วชูจั๊กกะแร้เชียร์เต็มที่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เสนอให้ใช้วิธีแบ่งรายได้จากที่สนับสนุนสสส.และทีวีไทย มาช่วยผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
สสส.มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและภาษียาสูบในอัตรา 2% รวมแล้วสสส.มีรายได้ปีละกว่า 2,000-2,500 ล้านบาท
ขณะที่ทีวีไทยนั้นมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและภาษียาสูบในอัตรา 1.5% คิดเป็นเงินก็ตกปีละ 2,000 ล้านบาท
แต่ผลงานไม่ค่อยเข้าตาประชาชี ผิดกับงบประมาณที่เทลงไปปีละมหาศาล เรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ ไปทำเรื่องที่คนไม่ค่อยสนใจ...แถมห้ามใครจุ้น ห้ามยุ่มย่าม
มีเพียงคณะกรรมการที่มี เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม จินตนา พันธุฟัก นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กมล กมลตระกูล มัทนา หอมลออ อรศรี งามวิทยาพงศ์ สมชัย สุวรรณบรรณ เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ จอน อึ๊งภากรณ์ และทีมงานใหญ่ เทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการ วสันต์ ภัยหลีกลี้ พรรณิภา โสตถิพันธุ์ บุญชาย ศิริโภคทรัพย์ เท่านั้นที่มีอำนาจ
เงินปีละ 2,000 ล้านบาท กลับทำให้ทีวีไทยเรตติ้งเงียบฉี่ไม่แพ้ช่อง 11 ลองเอาเงินมหาศาลนั้นไปจ้างช่อง 3 ช่อง 7 ทำ รับประกันกระฉูด
แม้ข้อเสนอนี้จะยังไม่ถึงมือรัฐมนตรี แต่เจ้าหน้าที่กำลังร่างระเบียบใช้วิธีแบ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบมาให้ โดยเห็นว่าทีวีไทยรับไปแค่ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาทก็น่าจะพอ แถมภาษีสุราและยาสูบนั้นนับวันมีแต่ขึ้นกับขึ้น แม้สสส.จะจัดกิจกรรมรณรงค์ก็ตาม
หมอ 19 บาทผู้ใจกล้าก็ให้นโยบายว่า ให้ “กำหนดเพดาน” ไว้ เกินกว่านั้นก็ปันเงินมาช่วยคนด้อยโอกาสและพิการ ทำไปเล้ย อย่าฟังเสียงด่า
ใครค้านช่วยยกมือขึ้นมาหน่อย ฟ้าใสจะแจ้งให้สมาคมคนพิการได้รับรู้...อิๆ ลุยไปเล้ยหมอ 19 บาท เพื่อชาติ ฟ้าใสเชียร์ขาดใจ
ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=84491
คำถาม
1. สสส.มีรายได้ปีละเท่าไร
2. ที่ทีวีไทยมีรายได้ปีละเท่าไร
3. สถานที่ใดบ้างที่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห
เรื่อง เพื่อชาติ
ว้าว ถือเป็น “รัฐมนตรี”ตัวใหญ่ใจกล้า ที่ฟ้าใสต้องขอปรบมือให้ ในขณะที่ใครๆ ไม่กล้าแตะสื่อมวลชนสาธารณะที่ชื่อโก้หรูว่า
สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือ “ไทยพีบีเอส” และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ “สสส.” ที่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห
แต่ “หมอ 19 บาท” นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ผู้ซึ่งกำลังโดนมรสุมในเรื่องการถือหุ้นอยู่ กล้าทำ...
หมอ 19 บาท ปักธงว่าจะดึงเงิน “สสส.-ทีวีไทย” ที่รับไปปีละจำนวนมากมาแบ่งให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาส
นพ.พฤฒิชัย หรือหมอ 19 บาท ไม่ได้คิดในใจเหมือนใครๆ แต่สั่งเล้ย มอบหมายให้ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต ผู้มีจิตสาธารณะ ศึกษาออกระเบียบนำเงินมาช่วยคนพิการโดยตรง
ฟ้าใสเห็นข้อเสนอแล้วชูจั๊กกะแร้เชียร์เต็มที่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เสนอให้ใช้วิธีแบ่งรายได้จากที่สนับสนุนสสส.และทีวีไทย มาช่วยผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
สสส.มีรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและภาษียาสูบในอัตรา 2% รวมแล้วสสส.มีรายได้ปีละกว่า 2,000-2,500 ล้านบาท
ขณะที่ทีวีไทยนั้นมีรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและภาษียาสูบในอัตรา 1.5% คิดเป็นเงินก็ตกปีละ 2,000 ล้านบาท
แต่ผลงานไม่ค่อยเข้าตาประชาชี ผิดกับงบประมาณที่เทลงไปปีละมหาศาล เรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ ไปทำเรื่องที่คนไม่ค่อยสนใจ...แถมห้ามใครจุ้น ห้ามยุ่มย่าม
มีเพียงคณะกรรมการที่มี เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม จินตนา พันธุฟัก นพ.พลเดช ปิ่นประทีป กมล กมลตระกูล มัทนา หอมลออ อรศรี งามวิทยาพงศ์ สมชัย สุวรรณบรรณ เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ จอน อึ๊งภากรณ์ และทีมงานใหญ่ เทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการ วสันต์ ภัยหลีกลี้ พรรณิภา โสตถิพันธุ์ บุญชาย ศิริโภคทรัพย์ เท่านั้นที่มีอำนาจ
เงินปีละ 2,000 ล้านบาท กลับทำให้ทีวีไทยเรตติ้งเงียบฉี่ไม่แพ้ช่อง 11 ลองเอาเงินมหาศาลนั้นไปจ้างช่อง 3 ช่อง 7 ทำ รับประกันกระฉูด
แม้ข้อเสนอนี้จะยังไม่ถึงมือรัฐมนตรี แต่เจ้าหน้าที่กำลังร่างระเบียบใช้วิธีแบ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบมาให้ โดยเห็นว่าทีวีไทยรับไปแค่ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาทก็น่าจะพอ แถมภาษีสุราและยาสูบนั้นนับวันมีแต่ขึ้นกับขึ้น แม้สสส.จะจัดกิจกรรมรณรงค์ก็ตาม
หมอ 19 บาทผู้ใจกล้าก็ให้นโยบายว่า ให้ “กำหนดเพดาน” ไว้ เกินกว่านั้นก็ปันเงินมาช่วยคนด้อยโอกาสและพิการ ทำไปเล้ย อย่าฟังเสียงด่า
ใครค้านช่วยยกมือขึ้นมาหน่อย ฟ้าใสจะแจ้งให้สมาคมคนพิการได้รับรู้...อิๆ ลุยไปเล้ยหมอ 19 บาท เพื่อชาติ ฟ้าใสเชียร์ขาดใจ
ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=84491
คำถาม
1. สสส.มีรายได้ปีละเท่าไร
2. ที่ทีวีไทยมีรายได้ปีละเท่าไร
3. สถานที่ใดบ้างที่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห
Monday, December 21, 2009
โบนัสแบงก์ รับ2-3เดือน
จัดทำบทความโดย น.ส.ขวัญดาว แตงอ่อน เลขทะเบียน 4902100227
เรื่อง โบนัสแบงก์ รับ2-3เดือน
ธนาคารยังจ่ายโบนัสแม้เศรษฐกิจซบ เฉลี่ย 2-3 เดือน เว้น “กสิกรไทย-กรุงไทย” เกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ เลี่ยงผลประกอบการไม่ดี
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้แม้เศรษฐกิจจะซบเซา สินเชื่อหดตัว แต่ระบบธนาคารยังจ่ายเงินโบนัสประจำปีไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน เพราะธนาคารยังมีกำไรจากการดำเนินงานที่ดี และหลายแห่งนำเงินโบนัสไปรวมกับฐานเงินเดือนแต่ยังจ่ายเงินพิเศษให้
แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารไม่มีการให้โบนัสตายตัว จากปีก่อนได้โบนัสแน่นอน 1 เดือน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) แล้วประเมินตามผลการทำงานของพนักงานแต่ละคนซึ่งจะได้ไม่เท่ากัน โดยโบนัสจะประกาศในเดือนมี.ค. 2553
ด้านธนาคารไทยพาณิชย์จะได้โบนัสตายตัวประจำ 2 เดือน ยังไม่นับรวมเงินพิเศษขึ้นอยู่กับผลประกอบการแต่ละปี
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปกติโบนัสจะพิจารณาในเดือนม.ค. โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุมัติ แต่ผลประกอบการในปีนี้ยังน้อยกว่าปีก่อน
ธนาคารกรุงเทพนั้นในปีนี้ได้โบนัสรวม 2 เดือน แบ่งจ่ายกลางปีและวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาอย่างละ 1 เดือน และในต้นปีหน้าจะจ่ายเงินพิเศษให้อีก 0.75% ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานกับฝ่ายบริหาร รวมโบนัสที่จะได้ทั้งสิ้น 2.75 เดือน
ด้านธนาคารนครหลวงไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 3 เดือนตามข้อตกลงของสหภาพฯ และอีกส่วนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธนาคาร โดยเมื่อกลางปีได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือน ส่วนในสิ้นปีนี้จะได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือนหรือไม่นั้นต้องรอผลประกอบการทั้งปีก่อน แต่หากได้เพิ่มอีก 0.5 เดือนจะทำให้พนักงานนครหลวงไทยได้รับโบนัสในปีนี้รวม 4 เดือน
ธนาคารธนชาตจ่ายโบนัสปีละ 2 เดือน และมีรายงานว่าในต้นเดือนม.ค.ปีหน้าจะได้เงินพิเศษเพิ่มขึ้นอีก โดยพิจารณาจากผลประกอบการธนาคาร แต่จะได้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน รวมทั้งสิ้นเป็น 3 เดือน
ธนาคารทหารไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 1.5 เดือน ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้นกำหนดจ่ายตามผลการประเมิน แต่อัตราการจ่ายใกล้เคียงกับปีก่อน
ขณะที่ธนาคารกรุงไทยนั้นได้นำโบนัสมารวมกับฐานเงินเดือน แต่จะมีเงินพิเศษตามการประเมินผลงาน ซึ่งต้องรอประชุมผู้ถือหุ้นต้นปีหน้า โดยเฉลี่ยจะได้เพิ่มตามฐานเงินเดือน 15-30 วัน ขึ้นกับผลงาน
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เช่น กสิกรไทยและกรุงไทย จะใช้วิธีเกลี่ยโบนัสเข้าไปในฐานเงินเดือนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดคำถามจากผู้ถือหุ้น หากปีใดผลประกอบการออกมาไม่ดี แต่ธนาคารยังจ่ายโบนัสให้พนักงานในอัตราเดิม ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ฐานเงินเดือน ของพนักงานธนาคารบางแห่งปรับสูงขึ้น นอกเหนือจากการให้เงินพิเศษตามผลประกอบการ
สำหรับผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ไม่รวมธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีผลกำไรรวมกันทั้งสิ้น 2.17 หมื่นล้านบาท ไทยพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 5,190 ล้านบาท กรุงเทพกำไรสุทธิ 5,068 ล้านบาท กรุงไทย 4,200 ล้านบาท กสิกรไทย 3,700 ล้านบาท
ขณะที่ในงวดครึ่งปีแรกธนาคารทั้งระบบมีกำไรสุทธิรวม 2.9 หมื่นล้านบาท ทหารไทยกำไรสุทธิ 829 ล้านบาท กสิกรไทยกำไรสุทธิ 7,504 ล้านบาท
สำหรับในงวดไตรมาสแรกของปี 2552 ธนาคารสินเอเซีย กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพ กสิกรไทย เกียรตินาคิน กรุงไทย ไทยพาณิชย์ นครหลวงไทย ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มีกำไรสุทธิรวม 1.9 หมื่นล้านบาท
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81806
คำถาม
1. ธนาคารจ่ายโบนัสเฉลี่ยกี่เดือน
2. ธนาคารใดบ้างเกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ
3. ผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิจำนวนเท่าไร
เรื่อง โบนัสแบงก์ รับ2-3เดือน
ธนาคารยังจ่ายโบนัสแม้เศรษฐกิจซบ เฉลี่ย 2-3 เดือน เว้น “กสิกรไทย-กรุงไทย” เกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ เลี่ยงผลประกอบการไม่ดี
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้แม้เศรษฐกิจจะซบเซา สินเชื่อหดตัว แต่ระบบธนาคารยังจ่ายเงินโบนัสประจำปีไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน เพราะธนาคารยังมีกำไรจากการดำเนินงานที่ดี และหลายแห่งนำเงินโบนัสไปรวมกับฐานเงินเดือนแต่ยังจ่ายเงินพิเศษให้
แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารไม่มีการให้โบนัสตายตัว จากปีก่อนได้โบนัสแน่นอน 1 เดือน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) แล้วประเมินตามผลการทำงานของพนักงานแต่ละคนซึ่งจะได้ไม่เท่ากัน โดยโบนัสจะประกาศในเดือนมี.ค. 2553
ด้านธนาคารไทยพาณิชย์จะได้โบนัสตายตัวประจำ 2 เดือน ยังไม่นับรวมเงินพิเศษขึ้นอยู่กับผลประกอบการแต่ละปี
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปกติโบนัสจะพิจารณาในเดือนม.ค. โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุมัติ แต่ผลประกอบการในปีนี้ยังน้อยกว่าปีก่อน
ธนาคารกรุงเทพนั้นในปีนี้ได้โบนัสรวม 2 เดือน แบ่งจ่ายกลางปีและวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาอย่างละ 1 เดือน และในต้นปีหน้าจะจ่ายเงินพิเศษให้อีก 0.75% ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานกับฝ่ายบริหาร รวมโบนัสที่จะได้ทั้งสิ้น 2.75 เดือน
ด้านธนาคารนครหลวงไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 3 เดือนตามข้อตกลงของสหภาพฯ และอีกส่วนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธนาคาร โดยเมื่อกลางปีได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือน ส่วนในสิ้นปีนี้จะได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือนหรือไม่นั้นต้องรอผลประกอบการทั้งปีก่อน แต่หากได้เพิ่มอีก 0.5 เดือนจะทำให้พนักงานนครหลวงไทยได้รับโบนัสในปีนี้รวม 4 เดือน
ธนาคารธนชาตจ่ายโบนัสปีละ 2 เดือน และมีรายงานว่าในต้นเดือนม.ค.ปีหน้าจะได้เงินพิเศษเพิ่มขึ้นอีก โดยพิจารณาจากผลประกอบการธนาคาร แต่จะได้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน รวมทั้งสิ้นเป็น 3 เดือน
ธนาคารทหารไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 1.5 เดือน ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้นกำหนดจ่ายตามผลการประเมิน แต่อัตราการจ่ายใกล้เคียงกับปีก่อน
ขณะที่ธนาคารกรุงไทยนั้นได้นำโบนัสมารวมกับฐานเงินเดือน แต่จะมีเงินพิเศษตามการประเมินผลงาน ซึ่งต้องรอประชุมผู้ถือหุ้นต้นปีหน้า โดยเฉลี่ยจะได้เพิ่มตามฐานเงินเดือน 15-30 วัน ขึ้นกับผลงาน
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เช่น กสิกรไทยและกรุงไทย จะใช้วิธีเกลี่ยโบนัสเข้าไปในฐานเงินเดือนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดคำถามจากผู้ถือหุ้น หากปีใดผลประกอบการออกมาไม่ดี แต่ธนาคารยังจ่ายโบนัสให้พนักงานในอัตราเดิม ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ฐานเงินเดือน ของพนักงานธนาคารบางแห่งปรับสูงขึ้น นอกเหนือจากการให้เงินพิเศษตามผลประกอบการ
สำหรับผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ไม่รวมธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีผลกำไรรวมกันทั้งสิ้น 2.17 หมื่นล้านบาท ไทยพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 5,190 ล้านบาท กรุงเทพกำไรสุทธิ 5,068 ล้านบาท กรุงไทย 4,200 ล้านบาท กสิกรไทย 3,700 ล้านบาท
ขณะที่ในงวดครึ่งปีแรกธนาคารทั้งระบบมีกำไรสุทธิรวม 2.9 หมื่นล้านบาท ทหารไทยกำไรสุทธิ 829 ล้านบาท กสิกรไทยกำไรสุทธิ 7,504 ล้านบาท
สำหรับในงวดไตรมาสแรกของปี 2552 ธนาคารสินเอเซีย กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพ กสิกรไทย เกียรตินาคิน กรุงไทย ไทยพาณิชย์ นครหลวงไทย ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มีกำไรสุทธิรวม 1.9 หมื่นล้านบาท
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81806
คำถาม
1. ธนาคารจ่ายโบนัสเฉลี่ยกี่เดือน
2. ธนาคารใดบ้างเกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ
3. ผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิจำนวนเท่าไร
Saturday, December 19, 2009
แบงก์กรุงเทพส่งสัญญาณ ขยับดอกรูดปรื๊ดเกิน18%
จัดทำบทความโดย น.ส.สุมาภรณ์ ว่องถาวรกิจ เลขทะเบียน 4902100002
เรื่อง แบงก์กรุงเทพส่งสัญญาณ ขยับดอกรูดปรื๊ดเกิน18%
นายโชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารจะทบทวนดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปีหน้า เนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ต่ำที่สุดในระบบและต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดไว้ไม่เกิน 20% โดยจะดูการแข่งขันในตลาด หากรุนแรงขึ้นจนต้องเพิ่มงบการทำตลาด หรือกรณีที่เห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ก็อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับต้นทุนใหม่
“ตอนที่เราลดดอกเบี้ยจาก 20% ลงมาเหลือ 18% ก็เพื่อช่วยลูกค้ามากกว่า แบงก์ไม่ได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น ลูกค้าไม่ได้สมัครบัตรเครดิตโดยดูจากดอกเบี้ย เพราะในความรู้สึกลูกค้าจะ 18% หรือ 20% ก็แทบไม่ต่างกัน แต่จะเลือกบัตรที่ให้ สิทธิประโยชน์มากกว่า” นายโชค กล่าว
สำหรับแผนการขยายฐานบัตรใหม่ปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านใบ จากสิ้นปีนี้ฐานบัตรเพิ่มขึ้นมาที่ 9.5 แสนใบ เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 8 แสนใบ โดยบัตรที่มียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 55-57% ของบัตรทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการใช้จ่ายรายไตรมาสของลูกค้า ยอดใช้จ่ายจริงจะอยู่ที่ 70-75% ของบัตรทั้งหมด
นายโชค กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีแนวคิดให้ธุรกิจบัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ตามพ.ร.บ.ธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น มองว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือลูกค้า เพราะบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ความเสี่ยงจึงสูง และดอกเบี้ย 15% ไม่คุ้มความเสี่ยง จะทำให้คนเข้าถึงบริการได้น้อยลง เพราะธนาคารต้องเลือกลูกค้ามากขึ้น เป็นการผลักดันให้คนจำนวนมากต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบแทน
นายอำพล โพธิ์โลหะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังเน้นอนุมัติบัตรให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจดีขึ้นก็อาจผ่อนคลายเกณฑ์กลับมาอนุมัติบัตรให้แก่ลูกค้ากลุ่มที่มีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ปัจจัยบวกคือเอ็นพีแอลที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ด้านเป้าหมายปีหน้าจะขยายบัตรใหม่อีก 3 แสนใบจากฐาน 1.38 ล้านใบปีนี้ โดยเน้นลูกค้าบัตรทองและบัตรแพลทินัมเป็นหลัก ขณะที่ยอดยกเลิกบัตรปีนี้อยู่ในหลัก หมื่นใบ โดยครึ่งหนึ่งมาจากธนาคารเป็นผู้ยกเลิก หากพบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมไม่ดีหรือเป็นเอ็นพีแอล อีกครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าที่ยกเลิกเพราะมีบัตรเครดิตหลายใบจึงต้องการลดความเสี่ยงบ้าง
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81363
คำถาม
1. เพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดเท่ากับเท่าไร
2. แผนการขยายฐานบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็นกี่ใบ
3. บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพมียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่กี่เปอร์เซนต์ของบัตรทั้งหมด
เรื่อง แบงก์กรุงเทพส่งสัญญาณ ขยับดอกรูดปรื๊ดเกิน18%
นายโชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารจะทบทวนดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปีหน้า เนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ต่ำที่สุดในระบบและต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดไว้ไม่เกิน 20% โดยจะดูการแข่งขันในตลาด หากรุนแรงขึ้นจนต้องเพิ่มงบการทำตลาด หรือกรณีที่เห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ก็อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับต้นทุนใหม่
“ตอนที่เราลดดอกเบี้ยจาก 20% ลงมาเหลือ 18% ก็เพื่อช่วยลูกค้ามากกว่า แบงก์ไม่ได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น ลูกค้าไม่ได้สมัครบัตรเครดิตโดยดูจากดอกเบี้ย เพราะในความรู้สึกลูกค้าจะ 18% หรือ 20% ก็แทบไม่ต่างกัน แต่จะเลือกบัตรที่ให้ สิทธิประโยชน์มากกว่า” นายโชค กล่าว
สำหรับแผนการขยายฐานบัตรใหม่ปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านใบ จากสิ้นปีนี้ฐานบัตรเพิ่มขึ้นมาที่ 9.5 แสนใบ เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 8 แสนใบ โดยบัตรที่มียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 55-57% ของบัตรทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการใช้จ่ายรายไตรมาสของลูกค้า ยอดใช้จ่ายจริงจะอยู่ที่ 70-75% ของบัตรทั้งหมด
นายโชค กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีแนวคิดให้ธุรกิจบัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ตามพ.ร.บ.ธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น มองว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือลูกค้า เพราะบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ความเสี่ยงจึงสูง และดอกเบี้ย 15% ไม่คุ้มความเสี่ยง จะทำให้คนเข้าถึงบริการได้น้อยลง เพราะธนาคารต้องเลือกลูกค้ามากขึ้น เป็นการผลักดันให้คนจำนวนมากต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบแทน
นายอำพล โพธิ์โลหะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังเน้นอนุมัติบัตรให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจดีขึ้นก็อาจผ่อนคลายเกณฑ์กลับมาอนุมัติบัตรให้แก่ลูกค้ากลุ่มที่มีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ปัจจัยบวกคือเอ็นพีแอลที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ด้านเป้าหมายปีหน้าจะขยายบัตรใหม่อีก 3 แสนใบจากฐาน 1.38 ล้านใบปีนี้ โดยเน้นลูกค้าบัตรทองและบัตรแพลทินัมเป็นหลัก ขณะที่ยอดยกเลิกบัตรปีนี้อยู่ในหลัก หมื่นใบ โดยครึ่งหนึ่งมาจากธนาคารเป็นผู้ยกเลิก หากพบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมไม่ดีหรือเป็นเอ็นพีแอล อีกครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าที่ยกเลิกเพราะมีบัตรเครดิตหลายใบจึงต้องการลดความเสี่ยงบ้าง
ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81363
คำถาม
1. เพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดเท่ากับเท่าไร
2. แผนการขยายฐานบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็นกี่ใบ
3. บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพมียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่กี่เปอร์เซนต์ของบัตรทั้งหมด
Subscribe to:
Posts (Atom)