Monday, December 21, 2009

โบนัสแบงก์ รับ2-3เดือน

จัดทำบทความโดย น.ส.ขวัญดาว แตงอ่อน เลขทะเบียน 4902100227

เรื่อง โบนัสแบงก์ รับ2-3เดือน

ธนาคารยังจ่ายโบนัสแม้เศรษฐกิจซบ เฉลี่ย 2-3 เดือน เว้น “กสิกรไทย-กรุงไทย” เกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ เลี่ยงผลประกอบการไม่ดี

แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้แม้เศรษฐกิจจะซบเซา สินเชื่อหดตัว แต่ระบบธนาคารยังจ่ายเงินโบนัสประจำปีไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน เพราะธนาคารยังมีกำไรจากการดำเนินงานที่ดี และหลายแห่งนำเงินโบนัสไปรวมกับฐานเงินเดือนแต่ยังจ่ายเงินพิเศษให้
แหล่งข่าวจากธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารไม่มีการให้โบนัสตายตัว จากปีก่อนได้โบนัสแน่นอน 1 เดือน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) แล้วประเมินตามผลการทำงานของพนักงานแต่ละคนซึ่งจะได้ไม่เท่ากัน โดยโบนัสจะประกาศในเดือนมี.ค. 2553

ด้านธนาคารไทยพาณิชย์จะได้โบนัสตายตัวประจำ 2 เดือน ยังไม่นับรวมเงินพิเศษขึ้นอยู่กับผลประกอบการแต่ละปี

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปกติโบนัสจะพิจารณาในเดือนม.ค. โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้อนุมัติ แต่ผลประกอบการในปีนี้ยังน้อยกว่าปีก่อน

ธนาคารกรุงเทพนั้นในปีนี้ได้โบนัสรวม 2 เดือน แบ่งจ่ายกลางปีและวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาอย่างละ 1 เดือน และในต้นปีหน้าจะจ่ายเงินพิเศษให้อีก 0.75% ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพแรงงานกับฝ่ายบริหาร รวมโบนัสที่จะได้ทั้งสิ้น 2.75 เดือน

ด้านธนาคารนครหลวงไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 3 เดือนตามข้อตกลงของสหภาพฯ และอีกส่วนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของธนาคาร โดยเมื่อกลางปีได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือน ส่วนในสิ้นปีนี้จะได้พิเศษเพิ่มอีก 0.5 เดือนหรือไม่นั้นต้องรอผลประกอบการทั้งปีก่อน แต่หากได้เพิ่มอีก 0.5 เดือนจะทำให้พนักงานนครหลวงไทยได้รับโบนัสในปีนี้รวม 4 เดือน

ธนาคารธนชาตจ่ายโบนัสปีละ 2 เดือน และมีรายงานว่าในต้นเดือนม.ค.ปีหน้าจะได้เงินพิเศษเพิ่มขึ้นอีก โดยพิจารณาจากผลประกอบการธนาคาร แต่จะได้ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน รวมทั้งสิ้นเป็น 3 เดือน

ธนาคารทหารไทยกำหนดจ่ายโบนัสปีละ 1.5 เดือน ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้นกำหนดจ่ายตามผลการประเมิน แต่อัตราการจ่ายใกล้เคียงกับปีก่อน

ขณะที่ธนาคารกรุงไทยนั้นได้นำโบนัสมารวมกับฐานเงินเดือน แต่จะมีเงินพิเศษตามการประเมินผลงาน ซึ่งต้องรอประชุมผู้ถือหุ้นต้นปีหน้า โดยเฉลี่ยจะได้เพิ่มตามฐานเงินเดือน 15-30 วัน ขึ้นกับผลงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เช่น กสิกรไทยและกรุงไทย จะใช้วิธีเกลี่ยโบนัสเข้าไปในฐานเงินเดือนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดคำถามจากผู้ถือหุ้น หากปีใดผลประกอบการออกมาไม่ดี แต่ธนาคารยังจ่ายโบนัสให้พนักงานในอัตราเดิม ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้ฐานเงินเดือน ของพนักงานธนาคารบางแห่งปรับสูงขึ้น นอกเหนือจากการให้เงินพิเศษตามผลประกอบการ

สำหรับผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง ไม่รวมธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีผลกำไรรวมกันทั้งสิ้น 2.17 หมื่นล้านบาท ไทยพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 5,190 ล้านบาท กรุงเทพกำไรสุทธิ 5,068 ล้านบาท กรุงไทย 4,200 ล้านบาท กสิกรไทย 3,700 ล้านบาท

ขณะที่ในงวดครึ่งปีแรกธนาคารทั้งระบบมีกำไรสุทธิรวม 2.9 หมื่นล้านบาท ทหารไทยกำไรสุทธิ 829 ล้านบาท กสิกรไทยกำไรสุทธิ 7,504 ล้านบาท

สำหรับในงวดไตรมาสแรกของปี 2552 ธนาคารสินเอเซีย กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพ กสิกรไทย เกียรตินาคิน กรุงไทย ไทยพาณิชย์ นครหลวงไทย ทิสโก้ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มีกำไรสุทธิรวม 1.9 หมื่นล้านบาท


ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81806

คำถาม
1. ธนาคารจ่ายโบนัสเฉลี่ยกี่เดือน
2. ธนาคารใดบ้างเกลี่ยโบนัสเข้าเงินเดือนประจำ
3. ผลกำไรในไตรมาส 3 ธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิจำนวนเท่าไร

Saturday, December 19, 2009

แบงก์กรุงเทพส่งสัญญาณ ขยับดอกรูดปรื๊ดเกิน18%

จัดทำบทความโดย น.ส.สุมาภรณ์ ว่องถาวรกิจ เลขทะเบียน 4902100002

เรื่อง แบงก์กรุงเทพส่งสัญญาณ ขยับดอกรูดปรื๊ดเกิน18%

นายโชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารจะทบทวนดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปีหน้า เนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ต่ำที่สุดในระบบและต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดไว้ไม่เกิน 20% โดยจะดูการแข่งขันในตลาด หากรุนแรงขึ้นจนต้องเพิ่มงบการทำตลาด หรือกรณีที่เห็นสัญญาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ก็อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับต้นทุนใหม่
“ตอนที่เราลดดอกเบี้ยจาก 20% ลงมาเหลือ 18% ก็เพื่อช่วยลูกค้ามากกว่า แบงก์ไม่ได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น ลูกค้าไม่ได้สมัครบัตรเครดิตโดยดูจากดอกเบี้ย เพราะในความรู้สึกลูกค้าจะ 18% หรือ 20% ก็แทบไม่ต่างกัน แต่จะเลือกบัตรที่ให้ สิทธิประโยชน์มากกว่า” นายโชค กล่าว

สำหรับแผนการขยายฐานบัตรใหม่ปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านใบ จากสิ้นปีนี้ฐานบัตรเพิ่มขึ้นมาที่ 9.5 แสนใบ เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 8 แสนใบ โดยบัตรที่มียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่ 55-57% ของบัตรทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการใช้จ่ายรายไตรมาสของลูกค้า ยอดใช้จ่ายจริงจะอยู่ที่ 70-75% ของบัตรทั้งหมด

นายโชค กล่าวว่า กรณีที่กระทรวงยุติธรรมมีแนวคิดให้ธุรกิจบัตรเครดิตคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ตามพ.ร.บ.ธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น มองว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือลูกค้า เพราะบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ความเสี่ยงจึงสูง และดอกเบี้ย 15% ไม่คุ้มความเสี่ยง จะทำให้คนเข้าถึงบริการได้น้อยลง เพราะธนาคารต้องเลือกลูกค้ามากขึ้น เป็นการผลักดันให้คนจำนวนมากต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบแทน

นายอำพล โพธิ์โลหะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังเน้นอนุมัติบัตรให้กับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจดีขึ้นก็อาจผ่อนคลายเกณฑ์กลับมาอนุมัติบัตรให้แก่ลูกค้ากลุ่มที่มีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ปัจจัยบวกคือเอ็นพีแอลที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น

ด้านเป้าหมายปีหน้าจะขยายบัตรใหม่อีก 3 แสนใบจากฐาน 1.38 ล้านใบปีนี้ โดยเน้นลูกค้าบัตรทองและบัตรแพลทินัมเป็นหลัก ขณะที่ยอดยกเลิกบัตรปีนี้อยู่ในหลัก หมื่นใบ โดยครึ่งหนึ่งมาจากธนาคารเป็นผู้ยกเลิก หากพบว่าลูกค้ามีพฤติกรรมไม่ดีหรือเป็นเอ็นพีแอล อีกครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าที่ยกเลิกเพราะมีบัตรเครดิตหลายใบจึงต้องการลดความเสี่ยงบ้าง


ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=81363

คำถาม
1. เพดานดอกเบี้ยที่ทางการกำหนดเท่ากับเท่าไร
2. แผนการขยายฐานบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพในปีหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็นกี่ใบ
3. บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพมียอดใช้จ่ายจริงอยู่ที่กี่เปอร์เซนต์ของบัตรทั้งหมด

Monday, December 7, 2009

เงินบาทแข็งค่า...หนี้ดูไบเริ่มคลี่คลาย

จัดทำบทความโดย น.ส.เยาวลักษณ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4902100243

เรื่อง เงินบาทแข็งค่า...หนี้ดูไบเริ่มคลี่คลาย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทางแข็งค่า โดยสัปดาห์นี้ปรับตัวในช่วง 33.02-33.39 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 33.21 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์

โดยฟื้นตัวขึ้นตามค่าเงินภูมิภาคหลัง นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ของดูไบเวิลด์ จำนวน 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเริ่มมีการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาอีกครั้ง หลังธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เสนอให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ธนาคารต่างๆ ในดูไบ เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องแก่ธนาคาร และเป็นการจัดการด้านนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตในขั้นแรก ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยลดความกังวลที่ว่าวิกฤตหนี้จะลุกลามทำให้การปล่อยสินเชื่อหยุดชะงัก และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี แม้เงินเหรียญสหรัฐจะอ่อนค่าลง แต่เงินบาทยังทรงตัวที่ระดับ 33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นสัปดาห์เนื่องจากยังขาดปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นต่อ ก่อนที่จะปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น หลังดูไบเวิลด์เผยแผนปรับโครงสร้างหนี้น้อยกว่าที่ตลาดคาด

ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดีช่วยสร้างความหวังให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกันการเข้าแทรกแซงตลาดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เริ่มชะลอลงยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งให้เงินบาททะยานขึ้นสู่ระดับ 33.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะปรับตัวในกรอบแคบๆ ที่ระดับ 33.11 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางปริมาณธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงก่อนวันหยุดยาวสุดสัปดาห์

อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนชะลอการทำธุรกรรมเพื่อรอการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานสหรัฐในช่วงค่ำวันศุกร์ โดยคาดว่าการจ้างงานของสหรัฐ จะลดลง 1.3 แสนตำแหน่ง ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.9 แสนตำแหน่ง ในเดือนต.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 10.2% เช่นเดิม

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวใน ทิศทาง สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวในช่วง 33.05-33.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากธุรกรรมที่ค่อนข้างเบาบางในช่วงปลายปี

ขณะที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ดีเงินเหรียญสหรัฐยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงและภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวดี คาดว่ายังเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินภูมิภาค รวมทั้งเงินบาทให้มีโอกาสปรับแข็งค่าขึ้น

อย่างไรก็ดี สำหรับปัจจัยในประเทศยังต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจากการนัดชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงปลายสัปดาห์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น และอาจเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่าของเงินบาท ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาในช่วงสัปดาห์นี้ ตลาดให้ความสนใจข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงปลายสัปดาห์ ได้แก่ ข้อมูลสต๊อกสินค้าภาคค้าส่งข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ การเผยงบประมาณของรัฐบาลกลาง ยอดค้าปลีก รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในช่วงปลายสัปดาห์ โดยคาดว่าข้อมูลจะออกมาดีเป็นส่วนใหญ่ และจะช่วยหนุนให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นต่อได้


ที่มา:http://www.posttoday.com/finance.php?id=79551

คำถาม
1. ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 30 พ.ย.- 4 ธ.ค. 2552) ค่าเงินบาทปรับตัวในทิศทางใด
2. ในช่วงสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวอยู๋ในช่วงใด
3. ปัจจัยใดในประเทศไทยที่ยังต้องระมัดระวังซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น และอาจเป็นปัจจัยจำกัด การแข็งค่าของเงินบาท

Friday, November 27, 2009

กสิกรคาดดอกเบี้ยไทยขึ้นหลังสหรัฐ

จัดทำบทความโดย น.ส.ขวัญดาว แตงอ่อน เลขทะเบียน 4902100227

เรื่อง กสิกรคาดดอกเบี้ยไทยขึ้นหลังสหรัฐ

กสิกรไทยเชื่อธปท. ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าสหรัฐ กลัวเงินทุนไหลเข้ากดดันค่าเงินบาท

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารประเมินว่าแม้เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นแต่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังไม่มีปัจจัยมากระตุ้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ
นายธิติ กล่าวว่า คาดว่าธปท.จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าสหรัฐแน่นอน เพราะหากขึ้นเร็วก็อาจส่งผลทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น และจะยากต่อการควบคุมค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งกสิกรไทยประเมินว่า สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปี 2553 ในระดับ 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 0-0.25%

ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานแนวโน้มคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐในตลาดล่วงหน้า เคยมองว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้นเป็น 2% ในเดือนก.ย. 2553 แต่หลังจากประธานธนาคารกลางสหรัฐออกมาระบุว่า จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไปอีกระยะหนึ่ง ตลาดจึงปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐลงมาเหลือ 0.5%

ขณะเดียวกันนั้นปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ซึ่งมีอยู่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 50% ในช่วง 3 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินค่าเงินสกุลอื่น และไทยยังเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็ไม่มีแนวโน้มสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง

สำหรับค่าเงินบาทในปีหน้า คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีนี้ โดยในกลางปีจะอยู่ในระดับ 32.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และในสิ้นปี 2553 จะแข็งค่าเป็น 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นายธิติ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปีนี้ ยังแข็งค่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ระดับ 3-4% ขณะที่เพื่อนบ้านอยู่ในระดับ 4-5% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง จากการนำเข้าสินค้าที่หดตัวแรงและการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ไทยยังแข็งค่าน้อยกว่าภูมิภาค

นายธิติ กล่าวว่า จากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2552 ภาคธุรกิจมีการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้มากกว่า 3.47 แสนล้านบาท ส่วนในปี 2553 คาดว่าออกหุ้นกู้ 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งกสิกรไทยจะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ 25% คิดเป็นมูลค่า 5.62 หมื่นล้านบาท ส่วนการปล่อยสินเชื่อร่วมในปีนี้อยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท ธนาคารปล่อยกู้ไป 1.9 หมื่นล้านบาท และในปี 2553 จะมีสินเชื่อร่วม 1.3 แสนล้านบาท กสิกรไทยจะปล่อยกู้ไม่น้อยกว่า 4 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวธปท.เปิดเผยว่า จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะขณะนี้แรงกดดันในเรื่องค่าเงินบาท และการลงทุนในรูปแคร์รีเทรดคือนักลงทุนกู้เงินสกุลหนึ่งในราคาถูกและใช้เงินนี้มาลงทุนในสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียรุนแรงมาก กรณีไต้หวันมีเข้ามากว่า 1.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้


ที่มา: http://www.posttoday.com/finance.php?id=77969


คำถาม
1. กสิกรคาดดอกเบี้ยไทยขึ้นหลังประเทศใด
2. สหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงกลางปีใด
3. นายธิติ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทปีนี้ ยังแข็งค่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ระดับใด

Wednesday, November 18, 2009

วางแผนป้องกันเศรษฐกิจการเงินกันง่ายๆ

จัดทำบทความโดย น.ส.สุมาภรณ์ ว่องถาวรกิจ เลขทะเบียน 4902100002

เรื่อง วางแผนป้องกันเศรษฐกิจการเงินกันง่ายๆ

ในสภาพสังคมปัจจุบัน มีสภาวะมากมายทางเศรษฐกิจ ที่ล้วนแล้วก่อให้เกิดความเครียด ในหลายๆ ครอบครัวของสังคมไทย อาจเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ จากสถาวะเศรษฐกิจทั้งหลายเหล่านี้ สินค้า ปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต เราจำเป็นต้องใช้จ่าย แล้วจะทำยังไงหละ! ให้เกิดความลงตัวทางการเงินของตัวเอง หลักเศรษฐกิจ ?พอเพียง? มีส่วนช่วยให้เราไม่ยึดติดกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สามารถเข้าใจการใช้จ่าย จึงก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำรงชีพ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีส่วนช่วยให้เราไม่ยึดติด กับสิ่งฟุ่มเฟือยกับค่านิยมมากมาย หรือ สิ่งของที่นำเข้าจากต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงทีเดียว การใช้จ่ายเราควรที่จะต้องวางแผนกระบวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ของทุกๆวันว่าเรามีภาระอย่างไรบ้าง
จะต้องจ่ายอะไรบ้าง มาบันทึกไว้แล้วประมวลผล สินค้าที่เราซื้อมานั้นเหมาะสมขนาดใหน ให้มองถึงอนาคตเป็นส่วนใหญ่ อย่ามองอยู่ สถานะปัจจุบัน เพราะเราจะไม่สามารถรู้ได้ว่า อีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เราเป็นเซลส์ จำเป็นต้องใช้ยานพหนะ ออกตามสถานที่ต่างๆ ทางบริษัทออกค่าน้ำมันให้ และข้างหน้าต่อไปทางบริษัทจะออกค่าน้ำมันให้อีกหรือเปล่า ทั้งๆที่ประสบปัญหาน้ำมันแพงขนาดนี้ สถาพเศรษฐกิจ ตรงตามที่เราคิดมากแค่ใหน? การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทำให้เรามีมุมมองที่ดี และลดอัตราจากผลกระทบให้น้อยลงได้ การทำบัญชีครอบครัว เป็นสิ่งที่ดีมาก ที่ทำให้สมาชิกครอบครัวมีส่วนร่วม ในการวางแผน ปลูกฝังความคิดทางการใช้จ่าย และส่งเสริมการประยุกต์ใช้ ในเรื่องอื่นๆ ตามมา ที่ก่อให้เกิดความรับผิดชอบ เป็นการค่านิยม แก่สมาชิกที่ดี ช่วยสร้างมิตรภาพภายในครอบครัวอีกด้วย


ที่มา: http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/48-2008-06-06-06-29-08.html

คำถาม
1. หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีส่วนช่วยเราอย่างไร
2. การทำบัญชีครอบครัวเป็นสิ่งดีหรือไม่
3. สภาพสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างไร